How to Open Etsy shop : วิธีการเปิดร้านบน Etsy แบบเข้าใจง่ายสุดๆ

 

ไม่ได้เขียนเรื่อง Etsy มาเป็นปี บทความนี้ จะอธิบาย วิธีการเปิดร้านบน Etsy เราจะเขียนโดยการยกตัวอย่างร้านของตัวเองนี่แหละ เพราะเข้าใจง่ายที่สุดละ

แต่เราจะยังไม่เขียนขั้นตอนเปิดร้านภายในเว็บนะ แบบว่ากดตรงไหน ไปขั้นตอนไหนต่อ เราคิดว่าขั้นตอนเหล่านั้น มันง่ายมาก สิ่งที่สำคัญและต้องรู้ก่อนก็คือ ทำความเข้าใจกับ Etsy ก่อนว่า Etsy คืออะไร

Etsy คือ Marketplace website เวบไซต์ขายของออนไลน์ สัญชาติอเมริกัน Head Office อยู่ที่ New York, United States

ลองกลับไปอ่านบทความที่เราเคยเขียนได้ที่นี่ BelltaStudio on Etsy ร้านค้าออนไลน์ร้านแรกของเรา

 

การเริ่มต้น ก็คือ ถามตัวเองก่อนว่า ต้องการขายของบน Etsy เพื่ออะไร ตัดสินใจให้ดีว่ากำลังจะทำอะไร ทำเป็นงานอดิเรก หรือคาดหวังให้เป็นธุรกิจหลักในอนาคต เพราะการขายของออนไลน์ทุกๆเว็บไซต์ ต้องเหนื่อยเหมือนกันหมด แล้วงานก็เยอะมากๆด้วย

คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่า ขายของออนไลน์สบายที่สุดละ มีคนกดสั่งซื้อ เราก็ส่งของ แต่อย่าลืมว่า งานหลังร้านนี่เยอะมากมายเลย เราลองจินตนาการดูก็ได้ว่า นี่คือร้านจริงๆของเรา ร้านที่มีหน้าร้านอยู่ในตึกแถวซักแห่ง และเรากำลังอยู่ท่ามกลางของมากมายที่เราจะขาย

หรือร้านค้าที่สวนจัตุจักร คู่แข่งก็คือร้านในสวนจัตุจักร แต่ถ้าเราเปิดร้านค้าออนไลน์บนเว็บของแบรนด์ตัวเอง คู่แข่งก็คือร้านค้าทั้งโลก และถ้าเราเปิดร้านบน Etsy คู่แข่งก็คือ ตลาดของ Etsy ซึ่งมีเป็นล้านๆร้านค้า แล้วเราจะทำยังไงให้ร้านของเราโดดเด่นละ

การขายของออนไลน์บนทุกเว็บไซต์ มีรายละเอียด และขั้นตอน และกลุ่มลูกค้า ที่แตกต่างกัน ความซื้อสัตย์ จะทำให้ร้านเราไม่โดนแบน และสามารถสร้างเป็นธุรกิจได้ในระยะยาว

 

Handmade คืออะไร? ความหมายของงานทำมือก็คือ ทำด้วยมือ ประดิษฐ์ด้วยมือทุกอย่างนั้นแหละ แต่ถ้าต้องการมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ก็ต้องเป็นของที่มีเอกลักษณ์ในแบบของเรา โดยการใส่ความคิดลงไปในงานของเราด้วย

Who made it? สินค้านี้ ใครเป็นคนทำ?
1. เราทำเอง
2. สมาชิกในร้านทำ(ทีมงานในร้าน)
3. มี Partner อื่นผลิตให้ ก็คือเราเป็นตัวแทนขายนั่นเอง

What is it? สินค้าคืออะไร หมายความว่า เป็นสินค้าที่สำเร็จพร้อมใช้งาน หรือ Supply (วัสดุอุปกรณ์ เช่น Pattern กระเป๋า ลูกปัด หรือเครื่องมือทำงานประดิษฐ์ต่างๆ)

When did you make it? คุณทำมันเมื่อไร อย่างไร
1. Made To Order ทำตามสั่ง ก็คือลูกค้าสั่งงานก่อน เราก็ค่อยผลิต
2. Handmade เป็นงานทำมือปัจจุบัน งานที่ทำสำเร็จแล้ว พร้อมขาย
3. Vintage ของเก่าที่มีอายุมากกว่า 20 ปี

 

ดังนั้นเราต้องดูก่อนว่าสินค้าที่เราต้องการขายนั้น คืออะไร ถ้าเป็นของที่เราไม่ได้ทำเอง แต่เราให้ชาวบ้านทำ เราก็สามารถ setting ได้ว่า เราเป็นตัวแทนขายให้กับชาวบ้าน หรือชาวบ้านเป็นทีมงานในร้านของเรา และเราเป็นเจ้าของร้านอะไรแบบนั้น

หรือถ้าซื้อของมาจากสวนจัตุจักร เป็นงาน handmade ก็จริง เราก็ต้องดูว่า คุ้มกับที่เราจะเอามาขายแบบนั้นเลยมั้ย เพราะในเมื่อเราไปซื้อมาขายได้ คนอื่นๆ ก็สามารถไปซื้อมาขายแบบเราได้เหมือนกัน แต่ถ้าเราเอามาคิดต่อทำต่อ เอามาตกแต่งเพิ่ม ใส่ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเติมให้เป็นแบบของเรา เราก็จะสามารถสร้างแบรนด์ได้

กระเป๋ากระดาษของเราก็คืองานทำมืออย่างนึง ผลิตด้วยจักรเย็บผ้าก็จริง แต่ก็ต้องใช้แรงงานคนอยู่ดี และยังสามารถผลิตจำนวนเยอะได้ เราสามารถขายได้เพราะ เราทำเองจริง และทำแบรนด์จริง และไม่เคยโดน Etsy ตรวจสอบ

ถึงแม้จะไม่ใช่ของที่มีรายเอียดถึงขั้นเป็นของที่มีชิ้นเดียวในโลก แต่ก็คิดว่ามีเอกลักษณ์ชัดเจน ไม่ซ้ำใคร จนทำให้เห็นภาพแบรนด์ได้ชัดเจน

 

ขั้นตอนเปิดร้าน

ขั้นตอนเปิดร้านไม่ยากเลย เมื่อพร้อมเปิดร้าน ระบบการเปิดร้านบน Etsy จะพาเราไปหน้าต่อไปเอง สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเปิดร้าน คือสิ่งที่สำคัญมากกว่า และไม่ทำให้เราเสียเวลาด้วย ไม่รู้ว่าตอนนี้มีวิธีอื่นมั้ยนะ แต่เราจะเขียนแบบที่เราใช้อยู่

วางแผนก่อนว่าจะขายอะไร ขายอย่างไร ขายให้ใคร

Etsy.com ตลาดหลักคืออเมริกา รองลงมาคือยุโรป เราต้องคิดไว้เลยว่า ทำไมลูกค้าต้องมาซื้อของเรา และทำไมลูกค้าต้องรอสินค้า 2-3 สัปดาห์ ที่ส่งจากประเทศไทย

ชื่อร้าน : ก็คือชื่อแบรนด์

Gmail : ใช้ gmail ไปเลย น่าเชื่อถือที่สุดแล้ว

K-Web Shopping Card : ในกรณีที่ไม่มีบัตรเครดิต สามารถสมัครใช้ K-Web Card ของธนาคารกสิกรไทยได้ K-Web Card คือบัตรเครดิตเสมือนบัตรเครดิตจริง แต่ไม่มีบัตรจริงๆออกมาให้เราถือ แต่เอาไว้ใช้จ่ายซื้อของในอินเทอร์เน็ต

วิธีสมัครคือ เปิดบัญชีธนาคารกสิกรไทย แล้วบอกเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าต้องการใช้ K-Cyber Banking เจ้าหน้าที่ก็จะทำให้ พอเราได้ Username และ Password ที่ส่งมาใน email ของเรา เราก็เข้าไปสมัคร K-web ด้วยตัวเองทางออนไลน์ได้เลย ทีนี้เราก็จะมีเลขบัตรเครดิตมาใช้ได้ K-web คือบัตรที่เอาไว้ “จ่ายเงิน” อย่างเช่นค่าธรรมเนียมต่างๆ

Be1st : บัตรบีเฟิสต์ ของธนาคารกรุงเทพ บัตรบีเฟิสต์ใช้ “รับเงิน” เช่นค่าสินค้าที่เราขายของได้ สมัยก่อนจะทำบัตรบีเฟิสต์ ต้องรอเป็นอาทิตย์ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นบัตรที่มีเลขรหัส CVV 3 ตัวที่อยู่ข้างหลังบัตร ต้องรอทำบัตรแล้วส่งมาจากธนาคารกรุงเทพ สาขาใหญ่ที่นิวยอร์ก แต่เมื่อเร็วๆนี้เราเคยลืมบัตรไว้ในตู้ ATM เราก็ไปขอทำใหม่ เจ้าหน้าที่เสนอบัตร Unionpay มาให้ซึ่งยังใช้ออนไลน์ไม่ได้ ใช้ได้แต่รูดซื้อของเท่านั้น (Unionpay คือ บัตรที่มาจากจีน ถ้าใช้กับจีนคือดีทุกอย่าง) แต่เราจำเป็นต้องใช้บัตรแบบเดิมคือ Be1st by VISA ก็เลยต้องรอบริษัท VISA เป็นผู้ผลิต แล้วส่งมาให้  *แต่ช่วงหลังน่าจะใช้บัตรอะไรก็ได้ ที่มีเลข CVV 3 ตัว อยู่ข้างหลังบัตร และ verify บัตรให้ใช้ทำธุรกรรมทางออนไลน์ได้ ก็ถือว่าใช้ได้

Paypal : คือบัญชีธนาคารออนไลน์ของเรา เป็น Payment gateway ช่องทางชำระเงินของผู้ซื้อทั่วโลก ในระดับสากล ลูกค้าที่ซื้อของออนไลน์รู้จักและมีบัญชี Paypal เมื่อลูกค้าซื้อของ เงินจะมาอยู่ในบัญชี Paypal ของเราก่อน แล้วเราก็ถอนออกมาไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ(Be1st), เมื่อ Paypal ได้รับเงินจากผู้ซื้อ Paypal จะคิดค่าธรรมเนียมรับเงินประมาณ 5 %, ใน Paypal เราต้องเพิ่มทั้ง K-web(จ่ายเงิน) และ Be1st(รับเงิน) ไว้ในบัญชี Paypal เพราะถ้าเราจะซื้อของซักชิ้น แล้วเลือกจ่ายเงินโดย Paypal และในบัญชี Paypal ไม่มีเงินพร้อมจ่าย Paypal ก็จะมาดึงเงินใน Kweb ไปจ่าย ส่วน Be1st ก็คือบัญชีรับเงิน เราจะถอนเงินออกมาจาก Paypal เราก็ต้องเพิ่มบัญชีให้ Paypal จ่ายเงินออกมาให้เราอยู่แล้ว ถ้าถอนเงินออกมาไม่เกิน 5000 บาท Paypal จะคิดค่าธรรมเนียม 50 บาท

*ตอนเราเพิ่มบัญชีเข้าไปที่ Paypal เราก็ควรมีเงินไว้ในบัตรซักนิดนึง เพราะว่าทาง Paypal จะ Verify บัญชี Paypal ได้โดยการหักเงินในบัญชีไทยของเราเพื่อยืนยัน และคืนให้ และจำนวนไม่มาก มีไว้บัตรละ 100 บาทก็ได้

*ในส่วนของเว็บ Etsy, Etsy จะให้เราเพิ่มทั้งบัญชี Paypal และ Kweb, เพิ่ม Kweb เพื่อใช้จ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆของ Etsy และเพิ่ม Paypal เพื่อใช้เป็นช่องทางรับเงินจากลูกค้า และใช้จ่ายเงินค่าธรรมเนียมของ Etsy ด้วย คือเราสามารถเลือกได้ว่า จะจ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้ Etsy ด้วยวิธีไหน ถ้ามีเงินใน Paypal อยู่แล้วก็จ่ายด้วย Paypal เป็นค่าเงิน US แต่ถ้าเลือกจ่ายด้วย Kweb ระบบก็จะมาหักเงินในบัญชีกสิกรที่เราผูกติดกับ Kweb นั้นแหละ(เหมือนเราจ่ายด้วยบัตรเครดิต)

 

ค่าธรรมเนียม

Etsy มีค่าธรรมเนียม 0.20 cents(ประมาณ 7 บาท) ต่อ 1 รายการสินค้า หมายความว่าถ้ารายการสินค้านั้น มี Stock 5 ชิ้น Etsy ก็จะคิดเงิน 0.20 cents ก่อน ต่อ 1รายการสินค้า พอสินค้าชิ้นที่ 1 ขายไป ระบบจะ auto-renew sold คือคิดเงิน 0.20ใหม่เอง คือไม่ใช่ว่าใน 1 รายการสินค้ามีของ 5 ชิ้นใน Stock แล้วเราจะเสียแค่ 0.20 cents

สินค้า 1 รายการ สามารถอยู่ในร้านได้ 4 เดือน ถ้า 4 เดือนของยังขายไม่ได้ สินค้าชิ้นนั้นก็จะหายไปจากหน้าร้าน *เราสามารถตั้งได้ว่าจะให้ auto-renew มั้ย คือทำให้ Etsy คิดเงินอัตโนมัติ 0.20 cents ไปทุกๆ 4เดือน

ทุกวันที่ 1 ของเดือน Etsy จะส่งบิลมาให้เราทาง email เพื่อให้เรากดจ่ายเงินด้วยตัวเอง จ่ายได้ไม่เกินวันที่ 15, เมื่อสินค้าขายได้ Etsy จะเก็บค่าธรรมเนียม 3.5% ไม่รวมค่าจัดส่ง

*สรุปค่าธรรมเนียม คือ 0.20 cents (Etsy fee) + 3.5% (Etsy fee) + 5% (Paypal fee) + 50 บาท (ถ้าถอนเงินออกมาน้อยกว่า 5000 บาท)

 

Download PDF

ในส่วนของภาพประกอบนะคะ เราก็พยายามแล้วที่จะทำให้มันชัด แต่ก็ไม่ชัดซะที เราก็เลยสร้างเป็น PDF file ให้ทุกคนสามารถคลิกเข้าไปดาวน์โหลดได้เลย

สาเหตุที่รูปเป็นแนวยาวๆ ก็เพราะว่า เราอยากให้ทุกคนเห็นภาพโครงสร้างของร้านค้าได้เข้าใจมากขึ้น Etsy ในปัจจุบัน ระบบต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนมากมาย ก็เพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้น สามารถแก้ไขส่วนต่างๆได้ที่หน้าร้านเลย

เราคิดว่าคนส่วนใหญ่ แม้กระทั่งตัวเราเอง ไม่ได้ต้องการรู้ขั้นตอนการเปิดร้าน ที่เป็นขั้นตอนภายในร้านหรอก เพราะขั้นตอนการสมัครขายของบน Etsy ง่ายมาก

แต่สิ่งที่ต้องรู้ก่อนก็คือ แนวคิด และโครงสร้างของ Etsy เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นกับแบบไม่เสียเวลา และไม่เสี่ยงต่อการโดนแบนด้วย

รูปข้างบนนี้คือ โครงสร้างหน้าร้าน BelltaStudio ซึ่งเวลาเปิดร้านใหม่ มันจะไม่ขึ้นทุกอย่างมาแบบนี้ทั้งหมด แต่ที่ทำภาพนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้ทุกคนเห็นภาพโดยรวมว่าหน้าร้าน Etsy สามารถทำอะไรได้บ้าง

พอเรากดที่ปุ่ม “Edit shop” มันก็จะขึ้น Pop up แนะนำการใช้งานสอนเรา แล้วที่หน้าร้านก็จะมีรูปกล้อง และเครื่องหมายรูปดินสอ ให้เราแก้ไข ได้ที่หน้าแรกเลย

 

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มเปิดร้าน

รูป Profile : คือรูปตัวเราเอง เป็น file .jpg .gif หรือ .png ขนาดไฟล์เล็กกว่า 10 MB และขนาดภาพอย่างน้อย 400 x 400 px

รูป Banner : เราจะเลือกแบบ เล็ก ใหญ่ หรือ ไม่มีเลยก็ได้ ร้านเราเลือกแบบใหญ่ ขนาดอย่างน้อย 1200 x 300 px

รูป Logo : เป็น file .jpg .gif หรือ .png ขนาดไฟล์เล็กกว่า 10 MB และขนาดภาพอย่างน้อย 500 x 500 px

รูป สินค้า : ใส่ได้ 5 รูปใน 1 รายการสินค้า

รูป About : คือรูปเกี่ยวกับร้านค้า ในส่วนนี้สามารถใส่ VDO ได้ 1 คลิป ขนาด 300 mb และใส่รูปภาพได้ 5 ภาพ ขนาด 760 x 468 px เช่น รูปที่ทำงานของเรา หรือวัสดุอุปกรณ์ทำงานต่างๆ

รายละเอียดส่วนตัว : เช่น เจ้าของร้านเป็นใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ลองดูตัวอย่างได้ที่นี่ https://www.etsy.com/people/bellta

รายละเอียดร้านค้า : เช่น เราเปิดร้านขายอะไร แนวคิดเป็นอย่างไร (ใส่ในรายะเอียดตรง About)

รายละเอียดสินค้า : สินค้าคืออะไร ใช้ทำอะไร ราคา สี ขนาด น้ำหนัก วัสดุ keyword

ภาษาอังกฤษ จำเป็นต้องใช้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร Google Translate ช่วยได้ คนใน Etsy ค่อนข้างเข้าใจด้านภาษาของศิลปิน เราแค่พยายามศึกษาเพิ่มเติมด้วย อะไรๆมันก็จะดีขึ้นเอง

 

Shipping : การขนส่งสินค้า

น้ำหนัก ขนาด และการ Packing คือ ตัวกำหนดค่าส่ง คิดไว้เลยว่าจะ Packing สินค้า ยังไง เพราะถ้าเราคิดไว้แต่แรก เราก็จะกำหนดค่าส่งได้

เราแทบไม่เคยกำหนด Free shipping เลย เพราะเราคิดว่า ลูกค้ารู้อยู่แล้วว่าค่าส่งควรจะเป็นกี่บาท ไม่ต้องกลัวว่าค่าส่งแพงจัง หรือบางทีแพงกว่าค่าสินค้าอีก แต่เราอย่าลืมว่า ลูกค้าอยู่แต่ในบ้าน สั่งซื้อของออนไลน์ แล้วรอสินค้ามาส่งถึงหน้าบ้านเท่านั้น ลูกค้าไม่ต้องออกไปนอกบ้านเลยด้วยซ้ำ การที่เรากำหนด Free shipping เพื่อเป็นการโปรโมทเป็นครั้งคราวเท่านั้น

[How to] Shipping Packing by Thailand Post : การส่งพัสดุไปต่างประเทศ โดยไปรษณีย์ไทย

[How to] Shipping cost to oversea : การตั้งราคา ค่าขนส่งพัสดุ ไปต่างประเทศ

*หากเรามีของพวกนี้ไม่ครบ ก็ไม่ใช่ปัญหาคะ สามารถใส่ทีหลังได้ แต่ธรรมชาติของคนที่เริ่มเปิดร้านใหม่ๆ ซึ่งเราก็เป็นมาก่อน เวลาจะใส่รูปหรือรายละเอียดต่างๆ แล้วยังไม่มี เราก็ต้องไปจัดการมาให้มี นั้นคืออารมณ์ของงานล่มกำลังจะเกิด เพราะเราจะขี้เกียจซะก่อน และคิดว่ายุ่งยาก สุดท้ายร้านก็อาจจะไม่ได้เปิด

 

เทคนิคต่างๆ

เทคนิคพื้นๆที่ Etsy บอกให้เราทำก็คือ ในชื่อสินค้า รายละเอียดสินค้า และ tag ควรมีคำที่เป็น keyword อยู่ในนั้นด้วย และที่พื้นๆกว่านั้นก็คือ ใส่รายละเอียดต่างๆให้ครบซะก่อน ที่จะเสียเงินโปรโมทร้าน

คนส่วนใหญ่คิดว่าง่ายที่สุดในการขายของออนไลน์ คือ ซื้อมา ถ่ายรูป โปรโมท และขายไป การเสียเงินโปรโมทเป็นตัวช่วยส่วนหนึ่งเท่านั้น ความเป็นตัวเราคือแน่นอนที่สุด ทำตามขั้นตอนที่ Etsy มีให้ครบก่อน ก็ถือว่าได้ครึ่งทางแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องเสียเงินโปรโมทด้วยซ้ำ

เราเองไม่ได้ขายถล่มทลาย แต่สามารถอยู่ได้เหมือนทำงานประจำ และขายบนเว็บอื่นด้วย และทำเว็บไซต์ของแบรนด์ขึ้นมาด้วย มีทั้งลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อใหม่ และลูกค้าใหม่ๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เราเปิดร้านปี 2008 แต่ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย ลงขายมั่วๆมาตลอด มาเริ่มขายจริงๆจังๆ ตอนปี 2012 ขายมาเรื่อยๆ ปีนี้ 2017 เป็นปีที่เข้าที่เข้าทางที่สุด แต่ยังไม่เคยเสียเงินโปรโมทร้านเลย

และนอกจากขายผ่านหน้าร้าน Etsy แล้ว ลูกค้าที่ต้องการซื้อจำนวนเยอะๆก็ติดต่อมาคุยส่วนตัวได้ การเปิด Custom Order ให้ลูกค้าสั่งของแบบที่ต้องการได้ ก็มีส่วนให้ร้านมีความหลากหลายมากขึ้น ผู้ขายกับผู้ซื้อก็ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย

Custom Order คือ เปิดให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าที่กำหนดเองได้ เช่น ปักชื่อลงไปบนกระเป๋าผ้า วาด Drawing จากรูปที่ลูกค้าส่งมาให้ หรือสร้อยข้อมือ ที่ลูกค้าสามารถเลือกออปชั่นต่างๆเองได้ ลูกค้าที่ชอบงาน Handmade ส่วนใหญ่ ชอบของที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่แล้ว ยิ่งมีความพิเศษกับเค้าเท่าไร เค้าก็ยิ่งชอบมากขึ้น

Shop Update คือ ฟีเจอร์ใหม่ ที่ etsy ใช้แสดงความเคลื่อนไหวของร้านค้า เราคิดว่าดีมากนะ เพราะรูปบางรูปเราไม่ได้ใส่ในรูปสินค้า แต่เอามาวางที่ Shop update ได้ เพราะถึงแม้ไม่ได้เพิ่มสินค้าใหม่ แต่ร้านเราก็ยัง update ตลอดเวลา
ตัวอย่างร้านเราเอง https://www.etsy.com/shop/Belltastudio/updates

Variation option คือ เพิ่มตัวเลือกสินค้าในแต่ละรายการสินค้า เช่น ถ้าหากเรามีสินค้าที่คล้ายกัน หลายสี หลายขนาด เราสามารถใช้ส่วนนี้ได้ ลูกค้าก็สามารถเลือกตัวเลือกเหล่านี้ได้ ทำให้ของในร้านเราดูไม่งง และสินค้าดูเป็นหมวดหมู่ หาง่ายด้วย
อ่านเพิ่มเติม : Why we should be used variation option on Etsy

 

*ที่นี่คือบทความทั้งหมดที่เราเขียนเกี่ยวกับ Etsy
http://blog.belltastudio.com/category/blog/business/etsy/

ขายของออนไลน์ ไม่ใช่จะขายได้ในข้ามคืน ทำงานฝีมือก็ไม่ใช่จะออกมาสวยได้ในงานชิ้นแรก สู้ๆคะ ^^

 

สุดท้าย อยากจะบอกว่า เขียนบทความมาก็หลายบทแล้ว จุดประสงค์หลักก็เพื่ออยากบันทึกสิ่งที่ตัวเราเองก็อยากรู้อยู่แล้ว แต่หาที่ไหนไม่เคยได้ พอรู้แล้วก็อยากแบ่งปันเอาไว้ เผื่อมีคนสนใจอยากรู้เหมือนกับเรา และเอาไว้บอกตัวเองในหลายๆเรื่องด้วย เพราะเป็นคนขี้ลืม บางครั้งวิธีการตั้งค่าต่างๆ ก็รู้เอง ลืมเอง ก็เลยคิดว่าไหนๆเขียนขึ้นมาแล้ว ก็เอามาเขียนใน blog ไปเลย เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆด้วย

แต่เขียนไปเขียนมาก็เริ่มเยอะ จนมาถึงบทความนี้ ก็พบว่ามันเหนื่อยมากก กว่าจะทำรูปยาวๆนั่นเสร็จ ข้ามวันข้ามคืน ไหนจะเรียบเรียงประโยค และสรุปให้เข้าใจง่ายๆอีก ตอนแรกเพื่อนแนะนำให้ทำเป็นเล่มแล้วขาย ซึ่งในอนาคตไม่แน่เหมือนกัน ถ้ามีเวลาก็อาจจะทำเป็น E-book ขาย

แต่ตอนนี้ยังไม่มีเวลา ก็เลยหาข้อมูลมาได้ว่า สามารถเอาปุ่มบริจาคมาแปะไว้ก็ได้ หากผู้อ่านท่านใด ต้องการสนับสนุนบทความของเรา ก็สามารถจ่ายเงินบริจาคได้ ^^

ปุ่ม Donate (บริจาค) ที่เราแปะไว้ด้านล่าง เป็นปุ่มของ Paypal ซึ่งปลอดภัยหายห่วง คนที่ไม่มี Paypal ก็สามารถใช้ Credit card หรือ Debit card อื่นๆได้ปกติ

และจริงๆแล้ว เกี่ยวกับปุ่ม Donate ของ Paypal เราสามารถตั้งเป็นแบบให้ผู้บริจาคใส่จำนวนเงินเองได้ แต่ว่าระบบนั้นยังไม่สามารถใช้ได้ในประเทศไทย เราจึงจำเป็นต้องใส่ราคาไปเลย แล้วให้คนที่ต้องการบริจาคกดเลือกจำนวนเงินที่ต้องการบริจาคจากตัวเลือกที่มี




มีคำถาม comment ได้นะคะ หรือติดต่อมาส่วนตัวก็ได้ ถ้าเราตอบได้เราก็จะตอบคะ หรือถ้ามีอะไร update ใหม่ๆ ก็เข้ามาพูดคุยกันได้ ขอบคุณที่ติดตามคะ ^^

 

Writer : Bellta (ฝน)
https://www.facebook.com/pennapa.shotlersuk

Line ID : belltabellta

BelltaStudio Etsy Shop
https://www.etsy.com/shop/BelltaStudio

Instagram @BelltaStudio

 

Thanks!

 

 

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

(Visited 135 times, 1 visits today)

Share your thoughts